<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควบคุม-ป้องกันและปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการผลิต ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้มีการขยายตัวตาม ดังนั้นการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ จำเป็นต้องใช้สารเคมีเป็นองค์ประกอบจึงทำให้แนวโน้มการนำเข้าสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2561 ที่ผ่านมานั้นพบว่า มีผู้ประกอบการวัตถุอันตรายทางอุตสาหกรรมทั่วประเทศกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ และในจำนวนนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายประมาณ 2,000 ฉบับ และออกใบอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ประมาณ 5,500 ฉบับ, ออกใบรับแจ้งการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ประมาณ 1,000 ฉบับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ แม้ว่าสารเคมีเหล่านี้จะมีประโยชน์ แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศได้เช่นกัน หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องมีการออกกฎเพื่อควบคุมสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง ทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ระบุว่า พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย.62 และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 27 ต.ค.62 เป็นต้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ด้วยกฎหมายวัตถุอันตรายมีมาแต่ดั่งเดิม ทำให้ไม่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ดังนั้น&amp;nbsp; พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับใหม่นี้ ได้มีการแก้ไขและเพิ่มเติมกฎหมายใหม่ที่สำคัญคือมีการแยกนิยามเรื่องการนำผ่านออกจากการนำเข้า ทำให้สามารถออกกฎเกณฑ์และวิธีการควบคุมที่เหมาะสมกับลักษณะของการประกอบการ และยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้นำวัตถุอันตรายไปทิ้งโดยไม่สามารถระบุตัวผู้ครอบครองวัตถุอันตรายดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงใหม่นั้นมีความสอดคล้องกับ สภาวการณ์ในปัจจุบัน เพราะจากข้อมูลการนำเข้าวัตถุอันตรายที่ผ่านมา พบว่าส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะนำวัตถุอันตรายเข้ามาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งภาคเอกชนต้องการที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์วิจัยในระดับภูมิภาค ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้มีการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในบางส่วนได้หากจะนำวัตถุอันตรายมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่กล่าวมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังผ่อนผันสำหรับวัตถุอันตรายที่มีความจำเป็นต้อง re-import หรือ re-export โดยหน่วยงานจะต้องวางกรอบกฎเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ โดยจะพิจารณาความจำเป็นในการยกเว้นหรือการผ่อนผันให้ต่อไป ขณะเดียวกันยังได้ให้อำนาจหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการสั่งให้ผู้นำเข้า หรือผู้นำผ่าน ส่งวัตถุอันตรายที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเร่งด่วนได้ หากการเก็บรักษาไว้อาจมีอันตรายและไม่สมควรมีการทำลายหรือจัดการในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกรณีที่วัตถุอันตรายซึ่งได้มีการทำประกันไว้ แล้วเกิดความเสียหายขึ้น กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มเติมหลักการเกี่ยวกับการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น เพื่อจะชดเชยให้กับผู้ได้รับความเสียหาย และหน่วยงานผู้เข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย หรือขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด จากนั้นจึงให้ผู้รับประกันภัยไปไล่เบี้ยเอากับบุคคลซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไป&amp;rdquo; นายทองชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการโฆษณาวัตถุอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน หรือใช้ในการเกษตร หน่วยงานที่กำกับดูแลจะออกหลักเกณฑ์และแนวทางในการโฆษณาที่ชัดเจน และหากผู้ประกอบการมีข้อสงสัยว่าการโฆษณาของตนถูกต้องหรือไม่ ก็สามารถสอบถามหารือกับหน่วยงานก่อนจะโฆษณาได้ ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมจากการโฆษณาวัตถุอันตรายมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นข่าวดีต่อประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศอย่างมาก เพราะ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับใหม่จะช่วยขับเคลื่อนกลไกการควบคุมวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมและการเพิ่มมาตรการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควบคุมการนำผ่านวัตถุอันตรายไม่ให้ถูกปล่อยทิ้งจนเกิดอันตรายในประเทศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บุญช่วย&amp;nbsp; ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37552</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ควบคุม-ป้องกันและปลอดภัย, บุญช่วย  ค่ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 21:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร่วมมืออนุรักษ์พลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดความสูญเสียงเงินตรา หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ พพ. กระทรวงพลังงาน ในฐานะที่กำกับดูแลทางด้านการอนุรักษ์-ประหยัดการใช้พลังงาน จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและถูกวิธีเพื่อลดการสูญเสียทั้งเงินตราและพลังงานที่กำลังทยอยลดลงจากโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ จะเห็นได้จากในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ที่ผ่านมานั้น กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) รายงานว่าปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 46,585 ล้านลิตร หรือ 153 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.2% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) กลุ่มน้ำมันอากาศยาน (เจ็ต) น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด กลุ่มน้ำมันเบนซิน และกลุ่มน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้น 6%, 5.8%, 4.2%, 3.3%, 2.5% และ 1.4% ตามลำดับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 965,506 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่านำเข้ารวม 700,830 ล้านบาท โดยปริมาณเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.6% มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 191,263 ล้านบาท คิดเป็น 37.5% ซึ่งมูลค่าการนำเข้าที่สูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยระดับราคาน้ำมันช่วงก่อนหน้านี้ มีการเคลื่อนไหวในระดับที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อมาดูในด้านการใช้แล้วจะเห็นว่ายอดการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นกว่า 6% ขณะที่น้ำมันดีเซลมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 19,481 ล้านลิตร น้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 5,851 ล้านลิตร การใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 1,816 ล้านลิตร, แอลพีจีอยู่ที่ 5,416 ล้านลิตร ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) อยู่ที่ 1,872 ล้านลิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากยอดการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายหน่วยงานเริ่มตระหนักถึงการสูญเสียเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้นกระทรวงพลังงานงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้เดินหน้ารณรงค์ให้การใช้พลังงานที่แลกมากับการสูญเสียเงินตราให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยล่าสุดได้ได้ผนึกกำลังกับ กรอ.ในการขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มงานโครงการสาธิตหรือริเริ่ม ปีงบประมาณ 2561 ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดการใช้พลังงานแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาอีกคือการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข็งขันของภาคอุตสาหกรรม ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในระบบไอน้ำสำหรับโรงงานควบคุม ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพื่อต้องการยกระดับภาพอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้หม้อน้ำ ในกระบวนการผลิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม และมีการใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาองค์ความรู้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องจักรภายในโรงงานให้สามารถลดต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในการร่วมมือครั้งนั้น สมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม ได้ระบุชัดเจนว่า เพื่อต้องการเข้าไปสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล ทั้งในด้านเทคโนโลยี แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมทั้งแหล่งเงินทุน เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องจักร โดยเฉพาะบอยเลอร์ (Boiler) ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม ให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตามแนวทางนโยบายของ 4.0 ของรัฐบาลให้ความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและชุมชน โดยเฉพาะการดูแลด้านความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดทำมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Energy Code) เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดอ้างอิงในการจัดตั้งหรือดัดแปลงโรงงานที่มีแนวโน้มการใช้พลังงานจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากดูภาพรวมแล้วในปี 2561 นั้น กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าโครงการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เป็นรูปธรรม 7 โครงการ โดยได้รับการอุดหนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานประมาณ 97 ล้านบาท ทำให้เกิดผลการประหยัดพลังงานทั้งสิ้น (ไฟฟ้าและเชื้อเพลิง) 37,166 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ/ปี สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น 268,596 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ทั้งสิ้น 193,303,617 บาท/ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะรณรงค์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนของภาคเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันทางการค้า ยังช่วยลดมลพิษที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและโลกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค่ายาดี &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24985</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค่ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
